วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554
มาให้อาหาร หมา แมว จรจัดกันดีกว่า
ความคุ้มค่าของการขี่จักรยาน | มูลนิธิโลกสีเขียว
ความคุ้มค่าของการขี่จักรยาน
ป้าแตงครับ
ผมสงสัยว่าการขี่จักรยานที่เขารณรงค์กันนักหนามันมีข้อดียังไงมั่ง แล้วผลเสียที่จะตามมา ทั้งควันพิษ และอันตรายจากรถยนต์ มันจะคุ้มกับข้อดีที่พวกนักรณรงค์เขาพูดกันหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเราจะช่วยโลก แต่เป็นมะเร็งปอดตายเสียก่อน
คำถามก็มีแค่ว่าเราจะได้ไม่คุ้มเสียหรือเปล่า ?
จาก จุ๊ดจู๋ (ทางอีเมล)
คุณจุ๊ดจู๋จ๋า (ใครตั้งชื่อให้เหรอจ๊ะ)
ที่จริงป้าเคยเขียนเรื่องจักรยานไว้แล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่พูดถึงความเป็นไปได้ที่ใครสักคนจะโดดขึ้นจักรยานแล้วปั่นไปตามท้องถนน (ดู “ขี่จักรยานออกถนนใหญ่ไม่ยากอย่างที่คิด”) อันนั้นป้าตอบเรื่องการป้องกันอันตรายจากรถยนต์และอุบัติเหตุไว้ด้วยแล้ว
สำหรับคำถามของคุณจุ๊ดจู๋ ถ้าแบ่งเป็นเรื่องใหญ่ๆ ก็น่าจะเป็น 1. ข้อดีข้อเสีย และ 2.ความ “คุ้มค่า” ของการขี่จักรยาน
เรื่องข้อดีข้อเสียที่ถามมา คุณจุ๊ดจู๋ถามถึงข้อดี “ที่พวกนักรณรงค์เขาพูดกัน” เปรียบกับข้อเสียที่จะตามมา คือเรื่องควันพิษกับอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งให้เทียบกันจริงๆ ก็ทำลำบาก เพราะข้อดีที่นักรณรงค์จักรยานทั่วโลกพูดถึงมักพุ่งเป้าไปที่ประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อม นั่นคือการลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอันเป็นตัวการสำคัญของภาวะโลกร้อน ส่วนข้อเสียที่ถามมาเป็นความเสี่ยงระดับปัจเจกเมื่อตัดสินใจขี่จักรยาน
แต่เราลองเทียบกันดูหน่อยจะเป็นไรไป
อย่างแรก—จักรยานนั้นได้ชื่อว่าเป็นพาหนะที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับการเดินทางระยะสั้นหรือปานกลาง แล้วเมื่อเทียบกับการเดินทางโดยเครื่องยนต์อื่นๆ แล้ว มันไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล, ไม่ปล่อยมลพิษทางเสียงและทางอากาศ, ลดรถติด, หาที่จอดง่าย, ซอกแซกได้สะดวกอย่างยิ่ง (ขึ้นอยู่กับทักษะ), วิ่งได้ทั้งบนถนนใหญ่และซอกซอย แถมได้ออกกำลังกายฟรีๆ ไม่ต้องเสียสตางค์ปั่นจักรยานอยู่กับที่ในฟิตเนสติดแอร์

ที่จอดรถจักรยานในเมืองนิอิงาตะ ประเทศญี่ปุ่น
http://en.wikipedia.org/wiki/File:Bicycle_Parking_Lot_Niigata.jpg
ถ้าคิดเป็นค่าใช้จ่าย—ก็ต้องบอกว่าจักรยานเป็นพาหนะราคาถูกที่คนทุกชนชั้นซื้อหาได้ตามกำลังใจและกำลังทรัพย์ และถ้าคิดเผื่อรัฐ ก็ประหยัดค่าซ่อมบำรุงถนนและค่ารักษาพยาบาล
ในขณะเดียวกัน จักรยานก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า : ป้องกันตัวเองได้น้อยกว่าหากเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะกับรถยนต์ (ซึ่งป้าคิดว่าเป็นคนละเรื่องกับความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ), ใช้เวลาเดินทางนานกว่า—ถ้ารถไม่ติด, โดนแดดโดนลมโดนฝนมากกว่า, ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินไม่ได้—ถ้าไม่ใช่จักรยานพับ, ต้องสุขภาพดีมีแรงพอจะขี่ได้ และมีทักษะการปั่นอยู่บ้าง—ซึ่งจะยิ่งเพิ่มพูนตามชั่วโมงปั่น
ทีนี้ มาดูเรื่องสุขภาพกันบ้างนะ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุเลยว่าการขี่จักรยานเป็น “กิจกรรมที่มีความเหมาะสมระดับสูง” (highly suitable activity) เพื่อการออกกำลังกาย อันถือเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาสุขภาพพลเมือง โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งการไม่ออกกำลังกายกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพอันดับ 2 รองจากการสูบบุหรี่
คนที่อยากฟิตอยากหัวใจแข็งแรงจึงเลือกขี่จักรยาน เช่นเดียวกับคนเป็นโรคข้ออักเสบ (โดยเฉพาะส่วนล่างของร่างกาย) ที่ไม่อาจเล่นกีฬาที่มีผลกระทบกับเข่าหรือข้อต่ออื่นๆ ได้ การออกกำลังกายด้วยการขี่จักรยานจึงไม่ต้องรับน้ำหนักร่างกายทั้งหมด คล้ายกับการว่ายน้ำ
ส่วนเรื่องอุบัติเหตุ เนื่องจากป้ายังหาสถิติอุบัติเหตุอันเกิดกับจักรยานในเมืองไทยไม่ได้ จึงมีแต่สถิติจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกามาบอกกัน คนทั่วไปมักคิดว่าการขี่จักรยานอันตราย แต่ว่า :
- ในสหราชอาณาจักร จำนวนผู้ขับขี่จักรยานที่เสียชีวิต (คิดต่อกิโลเมตร) มีน้อยกว่าคนที่เดินถนนเล็กน้อย
- ที่ประเทศเดียวกัน ผู้ขับขี่จักรยานที่เสียชีวิตจากการชนกับรถยนต์หรือรถบรรทุกสินค้ามีส่วนรับผิดชอบในอุบัติเหตุร่วมกับอีกฝ่าย ในขณะที่ผู้ขับขี่จักรยานที่บาดเจ็บ (ไม่เสียชีวิต) ส่วนใหญ่มักไม่เกี่ยวข้องกับพาหนะอื่นหรือบุคคลอื่นเลย
- ในสหรัฐอเมริกา จำนวนผู้ขี่จักรยานที่เสียชีวิตมีน้อยกว่าคนที่เดินถนนในระยะทางที่เท่ากัน 2 ใน 3 เท่า
- การบาดเจ็บอย่างรุนแรงจากอุบัติเหตุที่ผู้ขับขี่จักรยานประสบมักเกิดจากการพลัดตกหรืออุบัติเหตุรถชน ซึ่งมักเกิดตอนกลางคืน
สุดท้ายคือเรื่องการรับมลพิษเข้าสู่ร่างกายซึ่งคนไม่ขี่จักรยานและนักปั่นบางคนอาจกังวล
เมื่อไม่นานมานี้ คุณขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ กองบรรณาธิการเว็บไซต์มูลนิธิโลกสีเขียว เคยถามเรื่องนี้กับ ศ. ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย โดยอาจารย์ธงชัยตอบคุณขวัญชายว่า :
ถ้าคุณต้องเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง คุณขี่จักรยาน นั่งรถตุ๊กตุ๊ก ขึ้นรถเมล์ มันได้รับมลพิษเหมือนกันนะ งานวิจัยของกรมควบคุมมลพิษที่วัดจากมลพิษที่อยู่ในรถยนต์ที่ติดแอร์บอกว่า คุณนั่งรถที่ติดแอร์ ไม่ใช่ว่าคุณไม่โดนมลพิษนะ แค่คุณไม่รู้ว่ามันโดน และหมอเองก็ไม่รู้ว่ามันโดน เพราะหมอไม่ได้กลิ่น แต่มลพิษมันยังเข้ามาในรถนะ รถคุณไปจอดติดอยู่ท้ายรถเมล์ แม้กลิ่นมันจะไม่เข้ามา แต่มลพิษมันเข้ามา แล้วมันก็ไม่ออกไปด้วย (สนใจอ่านฉบับเต็ม คลิก)
คำตอบของอาจารย์ธงชัยสอดคล้องกับงานวิจัยจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ที่พบว่า “มลพิษและสิ่งระคายเคืองที่พบในรถยนต์มีสูงกว่า” เมื่อเทียบกับการขี่จักรยานในถนนที่มีการจราจรคับคั่ง
ทั้งหมดคือข้อดีข้อเสียโดยย่อของการขี่จักรยาน ซึ่งในที่นี้หมายถึงการขี่จักรยานเพื่อเดินทางบนท้องถนนในเมืองใหญ่อย่าง กทม. ไม่ใช่การปั่นจักรยานเล่นในสวนสาธารณะหรือปั่นเสือภูเขาบนทางชนบท

สาวชาวเบลเยียมปั่นจักรยานอย่างมีความสุขเมื่อรถบรรทุกน้ำมันปิดถนนประท้วงจนยวดยานชนิดอื่นไม่อาจสัญจรได้ตามปกติ
Ecologist ตุลาคม 2548
มาถึงเรื่องความคุ้มค่า
จะว่าไปเรื่องคุ้มไม่คุ้มนี่ตอบกันยากนะ เพราะป้าเอง ตอนที่ขี่จักรยานจากบ้านมาทำงาน ก็ไม่เคยมีคำถามแบบนี้ในสมองเลย (อาจเป็นเพราะทักษะทางคณิตศาสตร์ไม่ค่อยดี เลยไม่ค่อยจับอะไรมาชั่งตวงวัดว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม) อยากขี่ก็โดดขึ้นอานเลย เพราะเหตุนี้ ป้าจึงต้องไปถามหลานซันชิโร่ หนุ่มน้อยรักสิ่งแวดล้อมผู้เดินทางด้วยจักรยานมาตั้งแต่เรียนมัธยม จนบัดนี้กลายเป็นหนุ่มออฟฟิศแล้วก็ยังขี่จักรยานอยู่ แถมยังเป็นบุคคลที่ชอบชั่งตวงวัดว่าอะไรคุ้มอะไรไม่คุ้มอีกต่างหาก ป้าจึงยกให้บุคคลเพอร์เฟ็กต์ที่สุดสำหรับตอบคำถามนี้
แน่นอนซันชิโร่คิดเรื่องนี้มาก่อน เขาจึงตอบป้าว่า ที่ขี่จักรยานเพราะอยากให้ถนนกรุงเทพฯ สะอาด ไม่มีมลพิษ แม้การขี่จักรยานในกรุงเทพฯ อาจเกิดอุบัติเหตุหรือได้รับมลพิษ ซึ่งอาจถือว่าเป็นข้อเสียก็จริง แต่ก็เป็นข้อเสียที่ป้องกันได้ด้วยทักษะการขับขี่และอุปกรณ์ต่างๆ เช่น หมวกกันน็อกและหน้ากากป้องกันมลพิษ ที่สำคัญ “ในเมื่ออยากให้ถนนมันดี เราก็ต้องขี่ก่อน” สำหรับซันชิโร่แล้ว การขี่จักรยานจึงคุ้มค่าอย่างยิ่ง
แต่นั่นก็อีก ความคุ้มค่าของคนแต่ละคนคงมีมาตราไม่เท่ากัน
ขี่จักรยานใน กทม. จะคุ้มหรือไม่คุ้ม คงต้องรบกวนคุณจุ๊ดจู๋ตอบเองแล้วล่ะจ้า
;-)
ป้าแตง—นักปั่น (จักรยานแม่บ้านญี่ปุ่น) มือสมัครเล่นสุดๆ
ขอบคุณบทความดีดีจาก www.greenworld.or.th