วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

มาให้อาหาร หมา แมว จรจัดกันดีกว่า

มาให้อาหาร หมา แมว จรจัดกันดีกว่า
ตอนเย็นๆเราชอบปั่นจักรยานในมหาลัย
เราก็เห็นน้องหมา น้องแมวนอนอยู่
และจึงมีความตั้งใจว่า
จะเก็บเงินเดือนอันน้อยนิด
ช่วยแบ่งปันข้าวให้กับน้องหมาน้องแมวบ้าง
ตอนนี้ก้เริ่มทำอยู่บ้างแล้วนะ
เราแค่เพียงคิดว่า เรานี่ก็ดีนะ
สามารถทำงานหาเงินซื้อสิ่งที่มาสนองความต้องการของเราได้
มีเงินซื้อทุกอย่าง ซื้อบ้าน ซื้อรถ
ซื้ออาหารดีดี เครื่องแต่งตัวสวยๆ
แต่กับสัตว์ข้างทาง บางทีพวกเค้าเหล่านั้น
คงเคยเป็นที่รักของใครซักคน
เคยมีที่นอนอุ่นๆนุ่มๆ เคยมีข้าวกินครบ
เคยมีคนให้ความรัก หรือบางตัวไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นมายังไง
รู้แต่ว่าหิวต้องหากิน ไม่มีกินก็ต้องแอบขโมยคนเค้ากิน
โดยจับได้ก็โดนดี หากไม่โดนจับได้หรือมีคนให้อาหารกินไปวันๆ็ก็ถือว่าดีแล้ว
เราแค่เพียงคิดว่า
หากเรามีการแบ่งปันกันบ้าง รู้จักให้โดยไม่หวังอะไรมาตอบแทนบ้าง
เราอาจจะมีสังคมที่ดีดีน่าอยู่ รู้จักเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้นก็ได้เนอะ
นี่อาจจะเป็นความคิดของคนตัวเล็กที่คิดว่าซักวันหนึ่ง
จะมาเปลี่ยนอะไรได้บ้าง แต่ก็นั้นแหละการที่เราหวังจะเปลี่ยนอะไรใคร
สู้เราเปลี่ยนตัวเราเองให้ดีก่อนน่าจะดีกว่าเนอะ

ความคุ้มค่าของการขี่จักรยาน | มูลนิธิโลกสีเขียว

ความคุ้มค่าของการขี่จักรยาน | มูลนิธิโลกสีเขียว

ความคุ้มค่าของการขี่จักรยาน

ป้าแตงครับ
ผมสงสัยว่าการขี่จักรยานที่เขารณรงค์กันนักหนามันมีข้อดียังไงมั่ง แล้วผลเสียที่จะตามมา ทั้งควันพิษ และอันตรายจากรถยนต์ มันจะคุ้มกับข้อดีที่พวกนักรณรงค์เขาพูดกันหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเราจะช่วยโลก แต่เป็นมะเร็งปอดตายเสียก่อน
คำถามก็มีแค่ว่าเราจะได้ไม่คุ้มเสียหรือเปล่า ?
จาก จุ๊ดจู๋ (ทางอีเมล)

คุณจุ๊ดจู๋จ๋า (ใครตั้งชื่อให้เหรอจ๊ะ)
ที่จริงป้าเคยเขียนเรื่องจักรยานไว้แล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่พูดถึงความเป็นไปได้ที่ใครสักคนจะโดดขึ้นจักรยานแล้วปั่นไปตามท้องถนน (ดู “ขี่จักรยานออกถนนใหญ่ไม่ยากอย่างที่คิด”) อันนั้นป้าตอบเรื่องการป้องกันอันตรายจากรถยนต์และอุบัติเหตุไว้ด้วยแล้ว

สำหรับคำถามของคุณจุ๊ดจู๋ ถ้าแบ่งเป็นเรื่องใหญ่ๆ ก็น่าจะเป็น 1. ข้อดีข้อเสีย และ 2.ความ “คุ้มค่า” ของการขี่จักรยาน

เรื่องข้อดีข้อเสียที่ถามมา คุณจุ๊ดจู๋ถามถึงข้อดี “ที่พวกนักรณรงค์เขาพูดกัน” เปรียบกับข้อเสียที่จะตามมา คือเรื่องควันพิษกับอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งให้เทียบกันจริงๆ ก็ทำลำบาก เพราะข้อดีที่นักรณรงค์จักรยานทั่วโลกพูดถึงมักพุ่งเป้าไปที่ประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อม นั่นคือการลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอันเป็นตัวการสำคัญของภาวะโลกร้อน ส่วนข้อเสียที่ถามมาเป็นความเสี่ยงระดับปัจเจกเมื่อตัดสินใจขี่จักรยาน

แต่เราลองเทียบกันดูหน่อยจะเป็นไรไป

อย่างแรก—จักรยานนั้นได้ชื่อว่าเป็นพาหนะที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับการเดินทางระยะสั้นหรือปานกลาง แล้วเมื่อเทียบกับการเดินทางโดยเครื่องยนต์อื่นๆ แล้ว มันไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล, ไม่ปล่อยมลพิษทางเสียงและทางอากาศ, ลดรถติด, หาที่จอดง่าย, ซอกแซกได้สะดวกอย่างยิ่ง (ขึ้นอยู่กับทักษะ), วิ่งได้ทั้งบนถนนใหญ่และซอกซอย แถมได้ออกกำลังกายฟรีๆ ไม่ต้องเสียสตางค์ปั่นจักรยานอยู่กับที่ในฟิตเนสติดแอร์


ที่จอดรถจักรยานในเมืองนิอิงาตะ ประเทศญี่ปุ่น
http://en.wikipedia.org/wiki/File:Bicycle_Parking_Lot_Niigata.jpg

ถ้าคิดเป็นค่าใช้จ่าย—ก็ต้องบอกว่าจักรยานเป็นพาหนะราคาถูกที่คนทุกชนชั้นซื้อหาได้ตามกำลังใจและกำลังทรัพย์ และถ้าคิดเผื่อรัฐ ก็ประหยัดค่าซ่อมบำรุงถนนและค่ารักษาพยาบาล

ในขณะเดียวกัน จักรยานก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า : ป้องกันตัวเองได้น้อยกว่าหากเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะกับรถยนต์ (ซึ่งป้าคิดว่าเป็นคนละเรื่องกับความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ), ใช้เวลาเดินทางนานกว่า—ถ้ารถไม่ติด, โดนแดดโดนลมโดนฝนมากกว่า, ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินไม่ได้—ถ้าไม่ใช่จักรยานพับ, ต้องสุขภาพดีมีแรงพอจะขี่ได้ และมีทักษะการปั่นอยู่บ้าง—ซึ่งจะยิ่งเพิ่มพูนตามชั่วโมงปั่น

ทีนี้ มาดูเรื่องสุขภาพกันบ้างนะ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุเลยว่าการขี่จักรยานเป็น “กิจกรรมที่มีความเหมาะสมระดับสูง” (highly suitable activity) เพื่อการออกกำลังกาย อันถือเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาสุขภาพพลเมือง โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งการไม่ออกกำลังกายกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพอันดับ 2 รองจากการสูบบุหรี่

คนที่อยากฟิตอยากหัวใจแข็งแรงจึงเลือกขี่จักรยาน เช่นเดียวกับคนเป็นโรคข้ออักเสบ (โดยเฉพาะส่วนล่างของร่างกาย) ที่ไม่อาจเล่นกีฬาที่มีผลกระทบกับเข่าหรือข้อต่ออื่นๆ ได้ การออกกำลังกายด้วยการขี่จักรยานจึงไม่ต้องรับน้ำหนักร่างกายทั้งหมด คล้ายกับการว่ายน้ำ

ส่วนเรื่องอุบัติเหตุ เนื่องจากป้ายังหาสถิติอุบัติเหตุอันเกิดกับจักรยานในเมืองไทยไม่ได้ จึงมีแต่สถิติจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกามาบอกกัน คนทั่วไปมักคิดว่าการขี่จักรยานอันตราย แต่ว่า :
- ในสหราชอาณาจักร จำนวนผู้ขับขี่จักรยานที่เสียชีวิต (คิดต่อกิโลเมตร) มีน้อยกว่าคนที่เดินถนนเล็กน้อย
- ที่ประเทศเดียวกัน ผู้ขับขี่จักรยานที่เสียชีวิตจากการชนกับรถยนต์หรือรถบรรทุกสินค้ามีส่วนรับผิดชอบในอุบัติเหตุร่วมกับอีกฝ่าย ในขณะที่ผู้ขับขี่จักรยานที่บาดเจ็บ (ไม่เสียชีวิต) ส่วนใหญ่มักไม่เกี่ยวข้องกับพาหนะอื่นหรือบุคคลอื่นเลย
- ในสหรัฐอเมริกา จำนวนผู้ขี่จักรยานที่เสียชีวิตมีน้อยกว่าคนที่เดินถนนในระยะทางที่เท่ากัน 2 ใน 3 เท่า
- การบาดเจ็บอย่างรุนแรงจากอุบัติเหตุที่ผู้ขับขี่จักรยานประสบมักเกิดจากการพลัดตกหรืออุบัติเหตุรถชน ซึ่งมักเกิดตอนกลางคืน

สุดท้ายคือเรื่องการรับมลพิษเข้าสู่ร่างกายซึ่งคนไม่ขี่จักรยานและนักปั่นบางคนอาจกังวล

เมื่อไม่นานมานี้ คุณขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ กองบรรณาธิการเว็บไซต์มูลนิธิโลกสีเขียว เคยถามเรื่องนี้กับ ศ. ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย โดยอาจารย์ธงชัยตอบคุณขวัญชายว่า :

ถ้าคุณต้องเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง คุณขี่จักรยาน นั่งรถตุ๊กตุ๊ก ขึ้นรถเมล์ มันได้รับมลพิษเหมือนกันนะ งานวิจัยของกรมควบคุมมลพิษที่วัดจากมลพิษที่อยู่ในรถยนต์ที่ติดแอร์บอกว่า คุณนั่งรถที่ติดแอร์ ไม่ใช่ว่าคุณไม่โดนมลพิษนะ แค่คุณไม่รู้ว่ามันโดน และหมอเองก็ไม่รู้ว่ามันโดน เพราะหมอไม่ได้กลิ่น แต่มลพิษมันยังเข้ามาในรถนะ รถคุณไปจอดติดอยู่ท้ายรถเมล์ แม้กลิ่นมันจะไม่เข้ามา แต่มลพิษมันเข้ามา แล้วมันก็ไม่ออกไปด้วย (สนใจอ่านฉบับเต็ม คลิก)

คำตอบของอาจารย์ธงชัยสอดคล้องกับงานวิจัยจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ที่พบว่า “มลพิษและสิ่งระคายเคืองที่พบในรถยนต์มีสูงกว่า” เมื่อเทียบกับการขี่จักรยานในถนนที่มีการจราจรคับคั่ง

ทั้งหมดคือข้อดีข้อเสียโดยย่อของการขี่จักรยาน ซึ่งในที่นี้หมายถึงการขี่จักรยานเพื่อเดินทางบนท้องถนนในเมืองใหญ่อย่าง กทม. ไม่ใช่การปั่นจักรยานเล่นในสวนสาธารณะหรือปั่นเสือภูเขาบนทางชนบท


สาวชาวเบลเยียมปั่นจักรยานอย่างมีความสุขเมื่อรถบรรทุกน้ำมันปิดถนนประท้วงจนยวดยานชนิดอื่นไม่อาจสัญจรได้ตามปกติ
Ecologist ตุลาคม 2548

มาถึงเรื่องความคุ้มค่า

จะว่าไปเรื่องคุ้มไม่คุ้มนี่ตอบกันยากนะ เพราะป้าเอง ตอนที่ขี่จักรยานจากบ้านมาทำงาน ก็ไม่เคยมีคำถามแบบนี้ในสมองเลย (อาจเป็นเพราะทักษะทางคณิตศาสตร์ไม่ค่อยดี เลยไม่ค่อยจับอะไรมาชั่งตวงวัดว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม) อยากขี่ก็โดดขึ้นอานเลย เพราะเหตุนี้ ป้าจึงต้องไปถามหลานซันชิโร่ หนุ่มน้อยรักสิ่งแวดล้อมผู้เดินทางด้วยจักรยานมาตั้งแต่เรียนมัธยม จนบัดนี้กลายเป็นหนุ่มออฟฟิศแล้วก็ยังขี่จักรยานอยู่ แถมยังเป็นบุคคลที่ชอบชั่งตวงวัดว่าอะไรคุ้มอะไรไม่คุ้มอีกต่างหาก ป้าจึงยกให้บุคคลเพอร์เฟ็กต์ที่สุดสำหรับตอบคำถามนี้

แน่นอนซันชิโร่คิดเรื่องนี้มาก่อน เขาจึงตอบป้าว่า ที่ขี่จักรยานเพราะอยากให้ถนนกรุงเทพฯ สะอาด ไม่มีมลพิษ แม้การขี่จักรยานในกรุงเทพฯ อาจเกิดอุบัติเหตุหรือได้รับมลพิษ ซึ่งอาจถือว่าเป็นข้อเสียก็จริง แต่ก็เป็นข้อเสียที่ป้องกันได้ด้วยทักษะการขับขี่และอุปกรณ์ต่างๆ เช่น หมวกกันน็อกและหน้ากากป้องกันมลพิษ ที่สำคัญ “ในเมื่ออยากให้ถนนมันดี เราก็ต้องขี่ก่อน” สำหรับซันชิโร่แล้ว การขี่จักรยานจึงคุ้มค่าอย่างยิ่ง

แต่นั่นก็อีก ความคุ้มค่าของคนแต่ละคนคงมีมาตราไม่เท่ากัน

ขี่จักรยานใน กทม. จะคุ้มหรือไม่คุ้ม คงต้องรบกวนคุณจุ๊ดจู๋ตอบเองแล้วล่ะจ้า

;-)
ป้าแตง—นักปั่น (จักรยานแม่บ้านญี่ปุ่น) มือสมัครเล่นสุดๆ

ขอบคุณบทความดีดีจาก www.greenworld.or.th

ช่วงเวลาลำบาก(แต่ไม่มากมาย)

ช่วงเวลาลำบาก(แต่ไม่มากมาย)
วันนี้ขอเสนอเรื่อง

การเปิดใช้บริการโทรศัพท์มือถือแบบรายเดือน

วิธีการเปิดก็แสนจะง่าย เขามาเอาเงินเราไปถึงที่่ ด้วยการเปิดด้วยเบอร์โทรเลขสวย
แต่เลขสวยดี ดันไม่ค่อยโฉลกกะเรา และคิดไปได้ว่ามันสิ้นเปลืองเปล่าๆ
ใช้เบอร์เดียวเลขเดียวน่าจะดี เลือกที่มันดีดีเลยล่ะกัน
พอคิดได้ปั้ป เอ๊า ไปปิดบริการกันดีกว่า
แต่ความจริงมันไม่ได้ง่ายเหมือนตอนเปิดหรอก
ไปเปลี่ยนที่ shop telewis มันก็ไม่ยอม พนักงานหน้ายั่งตูด
ไอ้เราก็พูดดีดีนะ แค่จะถามเฉยๆว่าจะต้องทำยังไง
มันก็ไม่ยอมวุ้ย แบบ อะไรว่ะ
เลยโทรไปถามที่ call center แม่งโทรเป็นสิบ(เอาเบอร์เติมเงินโทร)
ก็ไม่มีใครรับสาย
เฮ้อ ถ้าที่ดอยมูเซอมันรับค่ายอื่นได้แม่งจะเปลี่ยนจริงๆด้วย