วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ดอกบัวตองนั้นงามอยู่บนยอดดอย

"ดอกบัวตองนั้นงามอยู่บนยอดดอย ดอกเอื้องสามปอยบ่อเกยเบ่งบานบนลานพื้นดิน"
หลายคนคงเคยได้ยินบทเพลงนี้จากศิลปินเมืองเหนือที่ขับกล่อมออกมาได้อย่างไพเราะนี้มาเป็นเวลานานแล้ว ใครที่เคยได้ยินได้ฟัง เลยชวนเคลิ้มคดไปว่าหากมีโอกาสซักวันหนึ่ง อยากจะได้ไปชมทุ่งดอกบัวตองบานสะพรั้งซักครั้งในชีวิต 


ในภาคเหนือเอง แหล่งดอกบัวตองที่มีขนาดใหญ่แล้วถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงคงจะหนีไม่พ้น ทุ่งดอกบัวตอง อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นทุ่งขนาดใหญ่ พื้นที่ครอบคลุมบริเวณประมาณ 1,000 ไร่ แต่เชื่อได้เลยว่าหลายคนคงไม่เคยคิดเลยในความสวยงามนั้นมันย่อมเป็นภัย
  เรามารู้จักดอกบัวตองในอีกแง่มุมหนึ่งกันน่าจะดีกว่า เผื่อไว้สำหรับเป็นทางเลือกให้ใครหลายคนได้ขบคิดกันว่า ดอกบัวตองนั้นมีค่าเพียงความสวยงาม แต่เป็นของหวานที่เคลือบยาพิษหรือไม่ ???


ดอกบัวตอง ชื่อวิทยาศาสตร์: Tithonia diversifolia (Hemsl.) A. Gray.
บ้านเกิดเมืองนอนของเจ้าหล่อนมาจาก ไม้ประจำถิ่นของอเมริกากลาง แถบ Mexico การระบาดเข้าสู่ประเทศไทย เดิมทีดอยแม่อูคอไม่มีดอกบัวตองอยู่ เนื่องจากไม่ใช่พืชท้องถิ่น จนกระทั่งเมื่อ 70 กว่าปีที่แล้ว คณะมิชชันนารีได้มาเผยแพร่พระกิตติคุณ พร้อมกับนำเม็ดดอกบัวตองมาปลูก ดอกบัวตองจึงเริ่มขยายพันธุ์ขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งขึ้นปกคลุมดอยทั้งดอย พื้นที่แห่งแรกที่มีรายงานคือจังหวัดแม่ฮ่องสอน และกระจายเข้าสู่จังหวัดใกล้เคียงในพื้นที่ทางภาคเหนือของไทย

  • ลักษณะ:
บัวตองเป็นไม้ดอกมีอายุยืนยาวหลายปี สามารถสูงได้ถึง 5 เมตร ออกดอกเป็นช่อเดียว บริเวณปลายกิ่ง มีสีเหลืองคล้ายดอกทานตะวัน มีสีเหลือง มีสีเหลืองคล้ายดอกทานตะวัน แต่มีขนาดเล็กกว่า ดอกวงนอกเป็นหมัน กลีบเรียวมีประมาณ 12–14 กลีบ ดอกวงในสีเหลืองส้มเป็นดอกสมบูรณ์เพศใบของบัวตองเป็นใบเดี่ยว รูปไข่หรือแกมขอบขนาน มีขนขึ้นเล็กน้อยประปราย บริเวณ ปลายใบเว้า มีขนขึ้นเล็กน้อยประปราย ปลายใบเว้าลึก 3–5 แฉก ชอบขึ้นในพื้นที่ที่มีอากาศเย็น จะออกดอกสวยงามที่สุดบนยอดดอยที่สูงกว่า 800 เมตรขึ้นไป  พบระบาดมากในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระบาดปานกลางในเชียงใหม่ และเชียงราย ระบาดน้อยในลำพูน ลำปาง สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย
แม่เหาะ
แต่รู้รึไม่ว่าดอกบัวตองนั้นด้วยลักษณะที่สูง และมีขนาดใหญ่นั้น จะมีลักษระอีกอย่างหนึ่งซึ่งน่าสนใจมากทีเดียวคือ ลักษณะการขึ้นเป็นกอแน่นในที่โล่ง ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว รากปล่อยสารพิษยับยั้งพืชอื่น (Allelopathy) ทำให้พืชอื่นไม่สามารถขึ้นได้ ต้นแตกหน่อได้ดี ไม่สามารถกำจัดได้โดยการถางหรือตัดทำลาย ภายใต้ชั้นเรือนยอดของบัวตองไม่ปรากฏว่ามีกล้าของไม้ต้นหรือไม้พุ่มเลย โอกาสที่พื้นที่เปิดโล่งจะมีการทดแทนของลูกไม้และกล้าไม้ที่อยู่โดยรอบไม่สามารถเกิดขึ้นได้
การยับยั้งการคุกคามของสาวเจ้าบัวตองคนงามยังไม่สามารถควบคุมได้เนื่องจาก ความสวยงามของเจ้าหล่อนที่ทำให้หลายคนเคลิ้มและนำติดสอยห้อยตามไปปลูก เป็นปัจจัยที่สำคัญในการคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพดั้งเดิมในอนาคตอันใกล้นี้ การควบคุมจึงควรอยู่ที่การห้ามไม่ให้คนนำเมล็ดไปเพาะขยายพันธุ์ ส่วนที่เป็นวัชพืชในธรรมชาติ ถ้าการระบาดยังไม่กว้างขวางนัก สามารถควบคุมเชิงกลโดยการถางตัดลำต้นและขุดรากทำลายทิ้งก่อนมีการออกดอก เมล็ด 
แต่ก็ยังมีคำถามต่อไปว่า หากพ่อบ้านพ่อเมืองหรือใครที่คิดจะเปลี่ยนสถานที่ แหล่งอาหารบ้านเกิดเป็นแหล่งปลูกวัชพืชดอกสวย ที่หวังเพียงให้เงินจากการท่องเที่ยว ซึ่งอาจจะมีค่ามากในขณะนั้นแต่มันจะเทียบไม่ได้เลยหาก อนาคตอู่ข้าวอู่น้ำ แหล่งอาหารในบ้านหมดลงไป "เงินจะมีค่าอะไร หากเราไม่มีแหล่งผลิตอาหาร ไว้ให้ลูกหลานในอนาคต"


อ้างอิง
1.ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานประเทศไทย http://chm-thai.onep.go.th/webalien/species.html#บัวตอง
2. บัวตอง  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%87
3. www.oknation.net
4. กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม http://www.siamensis.org





วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การจัดการขยะ 10Rs


10R หมายถึง การจัดการขยะโดยวิธีต่างๆ ดังนี้คือ

1. Reuse คือ การรู้จักหมุนเวียน นำสิ่งของที่ใช้แล้วมาใช้ใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

2. Repair คือ การรู้จักซ่อมแซมฟื้นฟูสิ่งของเครื่องใช้ที่สึกหรอ ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้

3. Reduce คือ การรู้จักทะนุถนอม บำรุงรักษา สิ่งที่ใช้นั้นให้มีอายุยืนยาว คงทนถาวร ใช้ได้นานที่สุด

4. Reject คือ รู้จักปฏิเสธ หรืองดการใช้สิ่งของที่เห็นว่า เป็นการทำลาย ทรัพยากรและสร้างมลพิษ ให้เกิดขึ้นแก่ สิ่งแวดล้อม

5. Recycle คือ การรู้จักหมุนเวียนนำสิ่งของที่ทิ้งแล้ว หรือเศษสิ่งของที่ไม่ใช้แล้ว กลับมาผ่านกระบวนการผลิตใหม่ และนำไปใช้ได้

6. Refill คือ การรู้จักใช้สิ่งของที่สามารถเติมผลิตภัณฑ์ในภาชนะเติมได้

7. Return คือ การรู้จักใช้สิ่งของที่สามารถนำชิ้นส่วนมาแลกใหม่ได้

8. Renew คือ การรู้จักใช้สิ่งของที่สามารถนำมาหมุนเวียนได้ เช่น การทำปุ๋ยจุลินทรีย์ ปุ๋ยหมัก

9. Refuse คือ การปฏิเสธ หลีกเลี่ยง และไม่ใช้เลย

10. Rethink คือ การคิดใหม่ เปลี่ยนวิธีคิด จากความคิดเดิม ที่ก่อเกิดปัญหา กลับมาคิดใหม่ เป็นความคิดที่สร้างสรรค์

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

มาให้อาหาร หมา แมว จรจัดกันดีกว่า

มาให้อาหาร หมา แมว จรจัดกันดีกว่า
ตอนเย็นๆเราชอบปั่นจักรยานในมหาลัย
เราก็เห็นน้องหมา น้องแมวนอนอยู่
และจึงมีความตั้งใจว่า
จะเก็บเงินเดือนอันน้อยนิด
ช่วยแบ่งปันข้าวให้กับน้องหมาน้องแมวบ้าง
ตอนนี้ก้เริ่มทำอยู่บ้างแล้วนะ
เราแค่เพียงคิดว่า เรานี่ก็ดีนะ
สามารถทำงานหาเงินซื้อสิ่งที่มาสนองความต้องการของเราได้
มีเงินซื้อทุกอย่าง ซื้อบ้าน ซื้อรถ
ซื้ออาหารดีดี เครื่องแต่งตัวสวยๆ
แต่กับสัตว์ข้างทาง บางทีพวกเค้าเหล่านั้น
คงเคยเป็นที่รักของใครซักคน
เคยมีที่นอนอุ่นๆนุ่มๆ เคยมีข้าวกินครบ
เคยมีคนให้ความรัก หรือบางตัวไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นมายังไง
รู้แต่ว่าหิวต้องหากิน ไม่มีกินก็ต้องแอบขโมยคนเค้ากิน
โดยจับได้ก็โดนดี หากไม่โดนจับได้หรือมีคนให้อาหารกินไปวันๆ็ก็ถือว่าดีแล้ว
เราแค่เพียงคิดว่า
หากเรามีการแบ่งปันกันบ้าง รู้จักให้โดยไม่หวังอะไรมาตอบแทนบ้าง
เราอาจจะมีสังคมที่ดีดีน่าอยู่ รู้จักเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้นก็ได้เนอะ
นี่อาจจะเป็นความคิดของคนตัวเล็กที่คิดว่าซักวันหนึ่ง
จะมาเปลี่ยนอะไรได้บ้าง แต่ก็นั้นแหละการที่เราหวังจะเปลี่ยนอะไรใคร
สู้เราเปลี่ยนตัวเราเองให้ดีก่อนน่าจะดีกว่าเนอะ

ความคุ้มค่าของการขี่จักรยาน | มูลนิธิโลกสีเขียว

ความคุ้มค่าของการขี่จักรยาน | มูลนิธิโลกสีเขียว

ความคุ้มค่าของการขี่จักรยาน

ป้าแตงครับ
ผมสงสัยว่าการขี่จักรยานที่เขารณรงค์กันนักหนามันมีข้อดียังไงมั่ง แล้วผลเสียที่จะตามมา ทั้งควันพิษ และอันตรายจากรถยนต์ มันจะคุ้มกับข้อดีที่พวกนักรณรงค์เขาพูดกันหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเราจะช่วยโลก แต่เป็นมะเร็งปอดตายเสียก่อน
คำถามก็มีแค่ว่าเราจะได้ไม่คุ้มเสียหรือเปล่า ?
จาก จุ๊ดจู๋ (ทางอีเมล)

คุณจุ๊ดจู๋จ๋า (ใครตั้งชื่อให้เหรอจ๊ะ)
ที่จริงป้าเคยเขียนเรื่องจักรยานไว้แล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่พูดถึงความเป็นไปได้ที่ใครสักคนจะโดดขึ้นจักรยานแล้วปั่นไปตามท้องถนน (ดู “ขี่จักรยานออกถนนใหญ่ไม่ยากอย่างที่คิด”) อันนั้นป้าตอบเรื่องการป้องกันอันตรายจากรถยนต์และอุบัติเหตุไว้ด้วยแล้ว

สำหรับคำถามของคุณจุ๊ดจู๋ ถ้าแบ่งเป็นเรื่องใหญ่ๆ ก็น่าจะเป็น 1. ข้อดีข้อเสีย และ 2.ความ “คุ้มค่า” ของการขี่จักรยาน

เรื่องข้อดีข้อเสียที่ถามมา คุณจุ๊ดจู๋ถามถึงข้อดี “ที่พวกนักรณรงค์เขาพูดกัน” เปรียบกับข้อเสียที่จะตามมา คือเรื่องควันพิษกับอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งให้เทียบกันจริงๆ ก็ทำลำบาก เพราะข้อดีที่นักรณรงค์จักรยานทั่วโลกพูดถึงมักพุ่งเป้าไปที่ประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อม นั่นคือการลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอันเป็นตัวการสำคัญของภาวะโลกร้อน ส่วนข้อเสียที่ถามมาเป็นความเสี่ยงระดับปัจเจกเมื่อตัดสินใจขี่จักรยาน

แต่เราลองเทียบกันดูหน่อยจะเป็นไรไป

อย่างแรก—จักรยานนั้นได้ชื่อว่าเป็นพาหนะที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับการเดินทางระยะสั้นหรือปานกลาง แล้วเมื่อเทียบกับการเดินทางโดยเครื่องยนต์อื่นๆ แล้ว มันไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล, ไม่ปล่อยมลพิษทางเสียงและทางอากาศ, ลดรถติด, หาที่จอดง่าย, ซอกแซกได้สะดวกอย่างยิ่ง (ขึ้นอยู่กับทักษะ), วิ่งได้ทั้งบนถนนใหญ่และซอกซอย แถมได้ออกกำลังกายฟรีๆ ไม่ต้องเสียสตางค์ปั่นจักรยานอยู่กับที่ในฟิตเนสติดแอร์


ที่จอดรถจักรยานในเมืองนิอิงาตะ ประเทศญี่ปุ่น
http://en.wikipedia.org/wiki/File:Bicycle_Parking_Lot_Niigata.jpg

ถ้าคิดเป็นค่าใช้จ่าย—ก็ต้องบอกว่าจักรยานเป็นพาหนะราคาถูกที่คนทุกชนชั้นซื้อหาได้ตามกำลังใจและกำลังทรัพย์ และถ้าคิดเผื่อรัฐ ก็ประหยัดค่าซ่อมบำรุงถนนและค่ารักษาพยาบาล

ในขณะเดียวกัน จักรยานก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า : ป้องกันตัวเองได้น้อยกว่าหากเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะกับรถยนต์ (ซึ่งป้าคิดว่าเป็นคนละเรื่องกับความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ), ใช้เวลาเดินทางนานกว่า—ถ้ารถไม่ติด, โดนแดดโดนลมโดนฝนมากกว่า, ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินไม่ได้—ถ้าไม่ใช่จักรยานพับ, ต้องสุขภาพดีมีแรงพอจะขี่ได้ และมีทักษะการปั่นอยู่บ้าง—ซึ่งจะยิ่งเพิ่มพูนตามชั่วโมงปั่น

ทีนี้ มาดูเรื่องสุขภาพกันบ้างนะ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุเลยว่าการขี่จักรยานเป็น “กิจกรรมที่มีความเหมาะสมระดับสูง” (highly suitable activity) เพื่อการออกกำลังกาย อันถือเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาสุขภาพพลเมือง โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งการไม่ออกกำลังกายกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพอันดับ 2 รองจากการสูบบุหรี่

คนที่อยากฟิตอยากหัวใจแข็งแรงจึงเลือกขี่จักรยาน เช่นเดียวกับคนเป็นโรคข้ออักเสบ (โดยเฉพาะส่วนล่างของร่างกาย) ที่ไม่อาจเล่นกีฬาที่มีผลกระทบกับเข่าหรือข้อต่ออื่นๆ ได้ การออกกำลังกายด้วยการขี่จักรยานจึงไม่ต้องรับน้ำหนักร่างกายทั้งหมด คล้ายกับการว่ายน้ำ

ส่วนเรื่องอุบัติเหตุ เนื่องจากป้ายังหาสถิติอุบัติเหตุอันเกิดกับจักรยานในเมืองไทยไม่ได้ จึงมีแต่สถิติจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกามาบอกกัน คนทั่วไปมักคิดว่าการขี่จักรยานอันตราย แต่ว่า :
- ในสหราชอาณาจักร จำนวนผู้ขับขี่จักรยานที่เสียชีวิต (คิดต่อกิโลเมตร) มีน้อยกว่าคนที่เดินถนนเล็กน้อย
- ที่ประเทศเดียวกัน ผู้ขับขี่จักรยานที่เสียชีวิตจากการชนกับรถยนต์หรือรถบรรทุกสินค้ามีส่วนรับผิดชอบในอุบัติเหตุร่วมกับอีกฝ่าย ในขณะที่ผู้ขับขี่จักรยานที่บาดเจ็บ (ไม่เสียชีวิต) ส่วนใหญ่มักไม่เกี่ยวข้องกับพาหนะอื่นหรือบุคคลอื่นเลย
- ในสหรัฐอเมริกา จำนวนผู้ขี่จักรยานที่เสียชีวิตมีน้อยกว่าคนที่เดินถนนในระยะทางที่เท่ากัน 2 ใน 3 เท่า
- การบาดเจ็บอย่างรุนแรงจากอุบัติเหตุที่ผู้ขับขี่จักรยานประสบมักเกิดจากการพลัดตกหรืออุบัติเหตุรถชน ซึ่งมักเกิดตอนกลางคืน

สุดท้ายคือเรื่องการรับมลพิษเข้าสู่ร่างกายซึ่งคนไม่ขี่จักรยานและนักปั่นบางคนอาจกังวล

เมื่อไม่นานมานี้ คุณขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ กองบรรณาธิการเว็บไซต์มูลนิธิโลกสีเขียว เคยถามเรื่องนี้กับ ศ. ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย โดยอาจารย์ธงชัยตอบคุณขวัญชายว่า :

ถ้าคุณต้องเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง คุณขี่จักรยาน นั่งรถตุ๊กตุ๊ก ขึ้นรถเมล์ มันได้รับมลพิษเหมือนกันนะ งานวิจัยของกรมควบคุมมลพิษที่วัดจากมลพิษที่อยู่ในรถยนต์ที่ติดแอร์บอกว่า คุณนั่งรถที่ติดแอร์ ไม่ใช่ว่าคุณไม่โดนมลพิษนะ แค่คุณไม่รู้ว่ามันโดน และหมอเองก็ไม่รู้ว่ามันโดน เพราะหมอไม่ได้กลิ่น แต่มลพิษมันยังเข้ามาในรถนะ รถคุณไปจอดติดอยู่ท้ายรถเมล์ แม้กลิ่นมันจะไม่เข้ามา แต่มลพิษมันเข้ามา แล้วมันก็ไม่ออกไปด้วย (สนใจอ่านฉบับเต็ม คลิก)

คำตอบของอาจารย์ธงชัยสอดคล้องกับงานวิจัยจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ที่พบว่า “มลพิษและสิ่งระคายเคืองที่พบในรถยนต์มีสูงกว่า” เมื่อเทียบกับการขี่จักรยานในถนนที่มีการจราจรคับคั่ง

ทั้งหมดคือข้อดีข้อเสียโดยย่อของการขี่จักรยาน ซึ่งในที่นี้หมายถึงการขี่จักรยานเพื่อเดินทางบนท้องถนนในเมืองใหญ่อย่าง กทม. ไม่ใช่การปั่นจักรยานเล่นในสวนสาธารณะหรือปั่นเสือภูเขาบนทางชนบท


สาวชาวเบลเยียมปั่นจักรยานอย่างมีความสุขเมื่อรถบรรทุกน้ำมันปิดถนนประท้วงจนยวดยานชนิดอื่นไม่อาจสัญจรได้ตามปกติ
Ecologist ตุลาคม 2548

มาถึงเรื่องความคุ้มค่า

จะว่าไปเรื่องคุ้มไม่คุ้มนี่ตอบกันยากนะ เพราะป้าเอง ตอนที่ขี่จักรยานจากบ้านมาทำงาน ก็ไม่เคยมีคำถามแบบนี้ในสมองเลย (อาจเป็นเพราะทักษะทางคณิตศาสตร์ไม่ค่อยดี เลยไม่ค่อยจับอะไรมาชั่งตวงวัดว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม) อยากขี่ก็โดดขึ้นอานเลย เพราะเหตุนี้ ป้าจึงต้องไปถามหลานซันชิโร่ หนุ่มน้อยรักสิ่งแวดล้อมผู้เดินทางด้วยจักรยานมาตั้งแต่เรียนมัธยม จนบัดนี้กลายเป็นหนุ่มออฟฟิศแล้วก็ยังขี่จักรยานอยู่ แถมยังเป็นบุคคลที่ชอบชั่งตวงวัดว่าอะไรคุ้มอะไรไม่คุ้มอีกต่างหาก ป้าจึงยกให้บุคคลเพอร์เฟ็กต์ที่สุดสำหรับตอบคำถามนี้

แน่นอนซันชิโร่คิดเรื่องนี้มาก่อน เขาจึงตอบป้าว่า ที่ขี่จักรยานเพราะอยากให้ถนนกรุงเทพฯ สะอาด ไม่มีมลพิษ แม้การขี่จักรยานในกรุงเทพฯ อาจเกิดอุบัติเหตุหรือได้รับมลพิษ ซึ่งอาจถือว่าเป็นข้อเสียก็จริง แต่ก็เป็นข้อเสียที่ป้องกันได้ด้วยทักษะการขับขี่และอุปกรณ์ต่างๆ เช่น หมวกกันน็อกและหน้ากากป้องกันมลพิษ ที่สำคัญ “ในเมื่ออยากให้ถนนมันดี เราก็ต้องขี่ก่อน” สำหรับซันชิโร่แล้ว การขี่จักรยานจึงคุ้มค่าอย่างยิ่ง

แต่นั่นก็อีก ความคุ้มค่าของคนแต่ละคนคงมีมาตราไม่เท่ากัน

ขี่จักรยานใน กทม. จะคุ้มหรือไม่คุ้ม คงต้องรบกวนคุณจุ๊ดจู๋ตอบเองแล้วล่ะจ้า

;-)
ป้าแตง—นักปั่น (จักรยานแม่บ้านญี่ปุ่น) มือสมัครเล่นสุดๆ

ขอบคุณบทความดีดีจาก www.greenworld.or.th

ช่วงเวลาลำบาก(แต่ไม่มากมาย)

ช่วงเวลาลำบาก(แต่ไม่มากมาย)
วันนี้ขอเสนอเรื่อง

การเปิดใช้บริการโทรศัพท์มือถือแบบรายเดือน

วิธีการเปิดก็แสนจะง่าย เขามาเอาเงินเราไปถึงที่่ ด้วยการเปิดด้วยเบอร์โทรเลขสวย
แต่เลขสวยดี ดันไม่ค่อยโฉลกกะเรา และคิดไปได้ว่ามันสิ้นเปลืองเปล่าๆ
ใช้เบอร์เดียวเลขเดียวน่าจะดี เลือกที่มันดีดีเลยล่ะกัน
พอคิดได้ปั้ป เอ๊า ไปปิดบริการกันดีกว่า
แต่ความจริงมันไม่ได้ง่ายเหมือนตอนเปิดหรอก
ไปเปลี่ยนที่ shop telewis มันก็ไม่ยอม พนักงานหน้ายั่งตูด
ไอ้เราก็พูดดีดีนะ แค่จะถามเฉยๆว่าจะต้องทำยังไง
มันก็ไม่ยอมวุ้ย แบบ อะไรว่ะ
เลยโทรไปถามที่ call center แม่งโทรเป็นสิบ(เอาเบอร์เติมเงินโทร)
ก็ไม่มีใครรับสาย
เฮ้อ ถ้าที่ดอยมูเซอมันรับค่ายอื่นได้แม่งจะเปลี่ยนจริงๆด้วย


วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

เรื่องเสียใจอีกเรื่องในชีวิต

ตั้งแต่เริ่มทำงานมา ครั้งแรกที่ร้องไห้ให้กับเรื่องงาน ครั้งสุดท้ายก็ตอนมาทำงานได้ 1 เดือน
ร้องไห้เสียใจเพราะเราเป็นเด็ก เราถูกแกล้ง ถูกใส่ร้าย เสียใจเพราะคนอื่นๆที่กล่าวหาเรายังไม่รู้จักเราดี
เมือเวลาผ่านไป บรรยากาศกเริ่มเปลี่ยนไป สนุกกับการทำงานมากขึ้น เรียนรู้สิ่งใหม่ๆมาขึ้น
จากที่เคยมีคนไม่เข้าใจ หรือเข้าใจเราผิด ก็ไม่ค่อยมีีอีกแล้ว (นอกจากประเภทหูเบา)
แล้ววันนี้ หลังจากทำงานมา 1 ปี 4 เดือนพอดี
ก็วันนี้ร้องไห้ให้กับเรื่องงานครั้งที่ 2 แต่ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งแรก
ครั้งนี้เราร้องไห้เพราะเสียใจกับสิ่งท่เราทุ่มเท พยายามทำและตั้งใจให้มันออกมาดี
แต่อาจจะด้วยความที่เรายังเป็นเด็ก หรือว่าเราเป็นแค่พนักงานโง่ๆ
มีพยายามจะไปแนะนำผู้ใหญ่ที่เป็นอาจารย์ เป็นทนาย เป็นอะไรๆหลายๆอย่างที่ยึดที่ถือกันอยู่
เป็นคนมีอายุที่มากด้วยตัวเลขและประสบการณ์
ได้ทักท้วงในสิ่งที่เราทำ นั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ชี้แนะรึเป็นการสอนมวยเรา
ถามในเรื่องที่ท่านทั้งหลายเองก็รู้ว่าเราไม่สามารถตอบได้
เรื่องยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ท่านทั้งหลายก็ทราบอยู่แก่ใจตัวเอง
แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้เราเสียใจมากไปกว่า การที่ท่านทั้งหลายไม่ได้ฟัง
เด็กอายุคร่าวหลานพูดให้จบตังหากที่น่าเสียใจ
ตอนนี้เราก็ยังเป็นเด็กอยู่ใช่ไหมที่ไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้
เป็นเด็กอยู่ใช่ไหม ที่ไม่สามารถตอบได้ว่าทำไม เรื่องบางอย่างผู้ใหญ่ก็ไม่กล้าตัดสินใจทำ
เป็นเด็กใช่ไหมที่ไม่ได้เกิดในบ้านที่พ่อแม่ให้อ่านข่าวภาษาอังกฤษทุกวัน หรือต้องจำประมวลกฏหมายเป็นสิบๆเล่ม
ขอโทษด้วยนะค่ะ หนูเป็นแค่คนธรรมดา ที่พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง
หนูแค่เสียใจที่ การนอนตอนตี 2 เกือบ ตี 3 การพยายามหาข้อมูล เพื่อไปนำเสนอให้พวกคุณ
มันช่างดูไร้ค่าจัง

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2554

หนังสือ 2 เล่ม 1 เล่ม

หนังสือ 2 เล่ม 1 เล่ม
ด้วยความที่มีหนังสือหลายเล่ม และบทความดีดีหลายเรื่อง
แต่ถ้าให้ซื้อเก็บไว้คงไม่ค่อยไหวอ่ะนะ ไม่ใช่ว่าคนเขียนเขียนไม่โดนใจนะค่ะ
แต่บางเรื่องหาซื้อไม่ได้ บางเรื่องก็ไม่ไหว (ออยจ่ายไม่ไหวอ่ะนะ)
เลยคิดว่าจะทำยังน้า ถึงจะได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ 555
คงต้องปริ้นออกมาแล้วล่ะ แต่ ใช้กระดาษหน้าเดียวใช่ว่าจะดีเนอะ
ก็ปริ้นมันทั้งหน้าหลังนี้แหละ ^^!
วิธีการง่ายๆคือ ปริ้นเรื่องที่ 1 ก่อน
เสร็จแล้ว กลับหัว ตั้งค่าเครื่องปริ้นให้ปริ้นจากหลังไปหน้า
แค่นี้แหละ ได้แล้ว หนังสือ 2 เรื่อง 1 เล่ม
(อาจจะมากกว่านี้ได้นะเคร๊อะ หุหุ)
**แถมสมุดโน๊ตหน้าเดียวด้วยนะค่ะ
อภินันทนาการจาก กระดาษที่ใช้แล้วของสำนักงาน
เอามารวมๆกัน ใช้สันพลาสติก (เก่าๆที่ไม่ได้ใช้)
รูดไปเลย++++ ได้แล้วใช้จดโน๊ตสบายเลย ช่างไม่ลงทุนซะเลยเนอะ
กิกิ กระดาษใช้ทั้ง 2 หน้าคุ้มกว่านะค่ะว่าม่ะ ใช้เสร็จ ป้าแม่บ้านก็เอาไปขายต่อ หุหุ

บทความดีดี  (บางช่วงบางตอน) จาก
   ข้อมูลข่าวสารสมัยใหม่
สื่อกลางระหว่างสังคมโลกและสิ่งแวดล้อม
นุศจี ทวีวงศ์ เรื่อง
กองบรรณาธิการ ภาพ



"กระบวนการผลิตกระดาษหนึ่งตันจะต้องใช้ต้นไม้เป็นวัตถุดิบประมาณ 2-3.5 ตันในโรงเลื่อย 
นอกจากนี้ยังต้องใช้พลังงานเชื้อเพลิง น้ำ และสารเคมีจำพวกคลอรีนในฟอกกระดาษให้ขาว
 กระดาษยิ่งขาวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากเท่านั้น 
นอกจากนี้ยังเป็นตัวการก่อให้เกิดภาวะการพังทลายของหน้าดินและพันธุ์ไม้บางชนิดสูญพันธุ์
 รวมทั้งกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิงและเตาเผาขยะยังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศด้วย
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดแนวคิดการลดปริมาณการใช้กระดาษให้น้อยลง 
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสื่อสารมาใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือมากขึ้น
 หลายคนขานรับว่านี่คือทางเลือกใหม่ ทว่าในความเป็นจริง 
เทคโนโลยียังมิใช่คำตอบเบ็ดเสร็จในการบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อม 
เพราะทุกวันนี้สังคมกำลังเผชิญกับปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน"
อ่านกันเต็มๆได้ที่ http://www.tei.or.th/PliBai/th_plibai58_krasaesikhew.html คร่า

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เรื่องของคนที่ไม่เคยปลูกมันฝรั่ง

ทุกคนรู้จักมันฝรั่ง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ปลูกมันฝรั่งเป็น
นี่ก็เป็นครั้งแรกในชีวิตของออยเลยนะเนี้ย
ที่ต้องมาปลูกมันฝรั่ง -*-
ทำไมต้องปลูกมันฝรั่งด้วยล่ะ ==> เนื่องจากตอนนี้เป็นเกษตรกรอยู่ที่ดอยมูเซอค่ะ
เอาว่ะมีงานให้ทำก็ต้องทำ แค่นี้สบายอยู่แล้ว!!!
ก่อนอื่นก็ต้องขอคุณลุงใจดีมาช่วยหนูขึ้นแปลงหน่อยนะคะ ^^

ที่เห็นยกร่องสวยๆอ่ะ ความจริงแล้วรื้อแก้ใหม่ไปแล้วรอบนึงอ่ะคะ
เมื่อได้แปลงสวยตรงสเปค!! (ตามเอกสารที่ให้มาอ่ะนะ) ก็ต้องเอานี้มาเลย หัวพันธุ์
ก็ต้องพวกคุณลุงอีกนั้นแหละช่วยกันตัดๆแต่งๆ แล้วไปแช่ยากันเชื้อรา 
*ดูแลกันหน่อยเด๋วเจ็บปวดมาดูแลลำบาก - -a
*- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - *
ถึงเวลาปลูกแล้ว !! ดันไม่มีรูปมาให้ดูเลย แต่การปลูกครั้งนี้มีตัวช่วยอีกแล้ว
 สรุป ดูเหมือนออยจะไม่ได้ทำอะไรเลยนะเนี่ย + + ไม่ได้แอบอู้นะ
 แต่เราไม่มีประสบการณ์ เลยต้องศึกษาดูงานกันซักหน่อย โฮ๊ะๆๆ
ตอนน้องมันๆ อายุ 1เดือน15วันแล้วค่ะ

หลังจากที่เฝ้าดูการเจริญเติบโตของเจ้าหล่อนมาซักพัก สาวเจ้าก็โตวันโตคืนเป็นอย่างดี

จนออกดอกขาวๆสวยๆแสดงถึงว่าพร้อมจะมีผลผลิตแล้วนะคะ(เครดิตความรู้ ท่าน ผอ.ค่ะ)
เหมือนดอกมะเขือเลยเนอะ เห็นเค้าบอกว่าเป็นตระกูลเดียวกันแหละ
แต่แล้ววันสิ่งผิดปรกติก็เกิดขึ้น!! O_o จู่ๆสาวเจ้าก็เกิดอาการผิดปรกติขึ้น
 เริ่มมีรอยแห้งที่ใบ ต้นเริ่มเหลือง โอ้วววว  มันเกิดอะไรขึ้น!!!!
ด้วยความรู้ที่มีอยู่น้อยนิด + เอกสารนิดหน่อย พร้อมโทรปรึกษาพี่ที่มีความรู้ 
(แต่เค้าก็ไม่เห็นภาพอยู่ดีน่ะแหละ) เลยด่วนสรุปเอาเองว่าหล่อนอาจจะป่วยเป็นโรคใบไหม้ จ๊ากกก แล้วฉันจะทำไงดี เป็นงานวิจัยด้วยสิ ที่ทำไปจะสูญเปล่าเหรอ ..... 
ทันใดนั้นพี่ที่ปลายสายโทรศัพท์แนะนำว่า ลองใช้ยาแมนโคเซป (ยาแก้โรคที่เกิดจากเชื้อรา)
 ดูก่อนสิ อาจจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง เอาว่ะ!!! มาถึงขนาดนี้แล้ว
_-_-_-_-_-_-_-_-_-_-_-_-_-_-_-_-_-_
เวลาผ่านไป 2 อาทิตย์สาวเจ้ายังไม่มีอาการดีขึ้น ทำยังไงดีๆ  ด้วยความร้อนใจเลยไปลองขอให้
 ผอ.ผู้ใจดีรบกวนไม่ดูให้หนูทีนะคะ หนูไม่รู้ว่าหล่อนเป็นอะไรจริงๆ T^T
-------------------------------------------
เวลาผ่านไปซักพัก ท่าน ผอ. กลับมาจากที่สละเวลาแวะไปดูแปลงน้องมัน ให้พร้อมกับพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า " มันไม่ได้เป็นโรคอะไรหรอกมันแค่ถึงเวลาใกล้เก็บเกี่ยวเท่านั้นเอง"
ปล.มันฝรั่งพันธุ์ atlantic มีอายุเก็บเกี่ยว 90 วัน 
ปล.อีกที ตอนที่ออยถาม มันปลูกได้ 70 วันแล้วอ่ะ เหอะๆ 
ก็หนูไม่เคยปลูกมันฝรั่งนิคะหนูก็นึกว่ามันจะตายอ่ะ  ( -)3 zZ
 


สวัสดี ==> ทักทายในปฐมบทแรก


ว่าด้วยเรื่อง อยู่ดีดี ก็อยากลองเขียนบล็อคไรดูมั้ง

อยู่ดีดี ก็อยากโชว์ความเปิ่นของตัวเองซะงั้น -*-
ถึงว่าเป็นการบอกเล่าเรื่องราวกันดีกว่าเนอะ
ดูไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่ - -a

เอาเหอะๆ ดีกว่าไประบายทางที่ไม่ดีแล้วกันเนอะ
ทางออกสำหรับเด็กมีปัญหา ^ ^